วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

กฎหมาย

กฎหมาย เป็นระบบของกฎและแนวทางปฏิบัติซึ่งบังคับใช้ผ่านสถาบันทางสังคมเพื่อควบคุมพฤติกรรม ในทุกที่ที่เป็นไปได้[1] กฎหมายก่อร่างการเมือง เศรษฐศาสตร์และสังคมในหลายวิถีทาง และใช้เป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในทางสังคม กฎหมายสัญญาวางระเบียบทุกอย่างตั้งแต่การซื้อตั๋วรถโดยสารประจำทางถึงการซื้อขายบนตลาดตราสารอนุพันธ์ กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินนิยามสิทธิและหนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโอนและกรรมสิทธิ์ของสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวและอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายทรัสต์ (Trust law) ใช้กับสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อการลงทุนและความมั่นคงทางการเงิน ขณะที่กฎหมายละเมิด (tort) อนุญาตให้เรียกร้องให้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหากสิทธิหรือทรัพย์สินของบุคคลได้รับความเสียหาย หากความเสียหายนั้นถูกประกาศว่า มิชอบด้วยกฎหมายในบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎหมายอาญาให้วิธีการซึ่งรัฐสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดกรอบสำหรับการบัญญัติกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเลือกตั้งผู้แทนทางการเมืองกฎหมายปกครองใช้เพื่อทบทวนการวินิจฉัยของหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศควบคุมกิจการระหว่างรัฐเอกราชในกิจกรรมตั้งแต่การค้าไปจนถึงระเบียบทางสิ่งแวดล้อมหรือการปฏิบัติทางทหาร นักปรัชญากรีก อริสโตเติล เขียนไว้เมื่อ 350 ปีก่อนคริสตกาลว่า "นิติธรรมดีกว่าการปกครองของปัจเจกบุคคลใดๆ"[2]
ระบบกฎหมายกล่าวถึงสิทธิและความรับผิดชอบในหลายวิถีทาง ความแตกต่างทั่วไปสามารถตัดสินได้ระหว่างเขตอำนาจซีวิลลอว์ ซึ่งประมวลกฎหมายของตน และระบบคอมมอนลอว์ ที่ซึ่งผู้พิพากษาบัญญัติกฎหมายนั้นไม่ถูกรวบรวม ในบางประเทศ ศาสนาเป็นที่มาของกฎหมาย กฎหมายเป็นบ่อเกิดอันมีคุณค่าของการสอบสวนอย่างคงแก่เรียน ไปยังประวัติศาสตร์กฎหมาย ปรัชญา การวิเคราะห์เศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา กฎหมายยังยกประเด็นที่สำคัญและซับซ้อนเกี่ยวข้องกับความเสมอภาค ความเป็นธรรมและความยุติธรรม ผู้ประพันธ์ อานาตอล ฟร็องส์ กล่าวใน ค.ศ. 1894 ว่า "ในความเสมอภาคอันสูงส่งของมัน กฎหมายห้ามมิให้ทั้งคนรวยและจนนอนใต้สะพาน ขอทานบนท้องถนนและขโมยแถวขนมปังอย่างเดียวกัน"[3] ในประชาธิปไตยตามแบบ สถาบันกลางสำหรับการตีความและบัญญัติกฎหมาย คือ สามฝ่ายหลักของรัฐบาล ได้แก่ ฝ่ายตุลาการอันไม่ลำเอียง ฝ่ายนิติบัญญัติอันเป็นประชาธิปไตย และฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบ ในการนำกฎหมายไปปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนให้บริการแก่สาธารณชน ระบบราชการหรือรัฐการของรัฐบาล คือ ทหารและตำรวจนั้นสำคัญ แม้องค์กรของรัฐทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นจากกฎหมายและถูกผูกพันด้วยกฎหมาย แต่วิชาชีพทางกฎหมายอิสระและประชาสังคมก็แจ้งและสนับสนุนความก้าวหน้าขององค์กรเหล่านี้

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กปปส

 สุเทพ เทือกสุบรรณ เผย เตรียมเดินตามถนนสีลมพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. เพื่อระดมเงินบริจาค 10 ล้านบาท หาเงินเป็นทุนไปช่วยชาวนา จากกรณีขาดทุนเรื่องการรับจำนำข้าว

          เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 255 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที กปปส. ปทุมว่า ว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลนั้น แต่ก่อนตั้งตัวเป็นคนตรวจสอบทักษิณ ทำตัวสร้างราคา ยกยอทักษิณทุกวัน แต่ไม่มีความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีดีแค่กล้าตาย กล้าทำหนังสือเดินทางพิเศษให้ทักษิณ แต่ไม่สนใจว่าจะต้องตาย ดังนั้น เมื่อสุรพงษ์พูด ตนจึงไม่เอามาเป็นอารมณ์ พอพูดตนเองก็หัวเราะ พร้อมกับที่สุรพงษ์ขู่ผู้ชมุนุมทั้งหมด แต่ปรากฏว่าไม่มีใครกลัว เพราะยิ่งขู่ คนยิ่งมามากขึ้นทุกวัน 

          นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังกล่าวอีกว่า แต่เมื่อเฉลิมออกมาพูดขู่นั้น บอกกับน้อง ๆ เลยว่าเป็นการขู่ตบทรัพย์ บอกว่าคนขายเป็ดขายไก่ ขายน้ำมัน เป็นท่อน้ำเลี้ยงของ กปปส. แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งคนขายเป็ด ขายไก่ ขายน้ำเมา ไม่ได้ช่วยเราเลยแม้แต่บาทเดียว ท่านที่ถูกสอบสวนทั้งหลาย ในเมื่อเขาสอบสวนแล้ว ก็มาบริจาคแบบเปิดเผยไปเลย และหากทำอย่างนั้นจริง ตนก็พร้อมสู้คดีกับเฉลิม แต่หากกลัวและยอมให้เฉลิมตบทรัพย์ คงเสียใจ เพราะเราสู้กันแทบเป็นแทบตาย แต่ดันไปกลัวคนอย่างเฉลิม อยู่บำรุง และไม่ว่าจะมีคนช่วยเหลือหรือไม่ช่วยเหลือนั้น เราก็มีเงินทุนพอที่จะชุมนุมถึงเมษายนปีหน้า

          ส่วนเรื่องที่การใส่ร้ายว่ามีคนต่างด้าวว่ามาชุมนุม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เผยว่า คนที่มานั่งชุมนุมนั้นพูดไทยได้ทุกคน มีบัตรประชาชนเป็นคนไทยทุกคน เรื่องคุณสาธิต เซกัลนั้น ตนเองไม่รู้ว่าคุณสาธิตเป็นคนอินเดีย แต่คุณสาธิตมีหัวใจเป็นคนไทยเต็มร้อย ได้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวง เราทุกคนที่นั่งกันอยู่ที่นี่ เป็นเลือดผสมนั้น แต่เรามั่นใจว่าเป็นไทยแท้ เพราะเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่ และตั้งใจจะตายเพื่อแผ่นดิน มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินสูง ต้นตระกูลของคุณสาธิต ได้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และได้น้ำใจจากคนไทย สำนึกในความเป็นไทย และสำนึกในความจงรักภักดี จึงทำให้คุณสาธิตมาขึ้นเวที กปปส แต่คุณสาธิตแค่มาแสดงความรู้สึก ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อประเทศนี้เลย และถ้า กปปส. ชนะ จะยกเลิกคำสั่งเนรเทศทันที ให้คุณสาธิตอยู่ประเทศไทยไปตลอด ขนาดสาธิต วงศ์หนองเตย ยังไม่กลัวคุก คุณสาธิต เซกัล จะไปกลัวอะไรกับการถูกเนรเทศ เพราะขนาดเฉลิม สมัย รสช. เฉลิมก็หนีไปเดนมาร์ค และถ้าครั้งนี้ชนะ ไม่รู้ว่าเฉลิมจะหนีไปประเทศไหน
          นอกจากนี้ ยังมีการนำจดหมายของ ข้าราชการที่ขึ้นเวที กปปส. มาอ่าน แต่ถูกตักเตือนจากต้นสังกัด ซึ่งจริง ๆ แล้ว ข้าราชการเป็นคนไทย เป็นเจ้าของประเทศ มีสิทธิ์มาร่วมชุมนุมได้ 

          ส่วนเรื่องคุณถาวร เสนเนียม ไปยื่นฟ้องให้ถอนคำประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่กลับประวิงเวลายื่นเรื่องออกไป เพราะหากถอน พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปแล้ว ทั้งยิ่งลักษณ์ เฉลิม เสียหมาเลย นอกจากนี้ ยังมีการยื่นเรื่องเพื่อไปท้วงติงขอบเขตของศาลแพ่ง แต่ศาลพิจารณาว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง ไม่อยู่ในขอบเขตของ พ.ร.ก. 
          ส่วนเรื่องหลวงปู่พุทธอิสระนั้น หลวงปู่ได้พูดคุยกับ กกต. เพื่อขอเข้าไปทำงาน ซึ่งเชื่อว่า กกต. ทำงานตรงไปตรงมา ยึดหลักกฎหมาย เชื่อว่า กกต. สามารถดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และจากที่หลวงปู่เล่ามา การเลือกตั้งครั้งนี้ โมฆะแน่นอน และในที่สุด มันก็จะเป็นไปแบบที่หัวหน้าผู้พิพากษากล่าวว่า ยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว เพราะปฏิบัติหน้าที่ไปมีแต่จะผิดกฎหมายทั้งแพ่งและอาญา 

          นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังพูดถึงเรื่องที่ ม.ร.ว. ปรีดิยาธรณ์ อ่านจดหมายเปิดผนึก และพูดเรื่องความล้มเหลวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เห็นชัดว่านโยบายเรื่องการจำนำข้าวล้มเหลว เข้าใจว่าเรื่องอย่างนี้ม.ร.ว. ปรีดิยาธรณ์  ตัดสินใจยาก แต่เรื่องนี้มีประโยชน์มาก เพราะการส่ง จดหมายนี้ ทำให้คนเข้าใจว่า ยิ่งลักษณ์ไม่สมควรอยู่ต่อแล้ว  ม.ร.ว. ปรีดิยาธรณ์ ไม่ได้โจมตีเพราะเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคการเมือง แต่ออกมาพูดเพราะพูดในฐานะของเจ้าของประเทศ

          นอกจากนี้ หมอวรงค์ ยังพูดถึงเรื่องการค้าข้าวของไทยและจีนแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ที่ไม่มีการซื้อขายจริง เพราะข้อเท็จจริงคือ คนสนิทของตระกูลชินวัตร พยายามขายข้าวคนเดียวในไทย แต่จดทะเบียนบริษัทในประเทศจีน แต่กลับบอกว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน เลยเซ็นสัญญากัน ซึ่งสุดท้ายต้องออกมายอมรับว่า ไม่มีการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เท่ากับสารภาพว่าฉ้อโกง คอร์รัปชั่น โดยเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองแล้วบอกว่า ไม่ต้องเปิดเผยราคา เรื่องข้าวต้องเป็นหนังยาวแน่นอน และที่น่าสงสารที่สุดคือ พี่น้องชาวนา ที่ร้องไห้แต่ไม่มีใครเห็น นอกจากนี้ยังมีปัญหาทุจริตแท็บเล็ตอีกด้วย

          สุดท้าย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า พรุ่งนี้จะออกเดินตั้งแต่ใต้สะพานสาธร ที่ลงจากสถานีรถไฟฟ้าตากสิน ผ่านมาตาม ถ.เจริญกรุง เลี้ยวขวาเข้าสีลม เดินย่านสีลม แล้วมาบรรจบที่สวนลุมพินี เริ่มตั้งต้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. เพื่อเดินบริจาคเพื่อนำเงินไปช่วยชาวนาเป็นทุนประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อให้ชาวนานำไปเป็นทุนสู้ทวงหนี้

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556




เขาพระวิหาร หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักในนาม "ปราสาทพระวิหาร" (Prasat Preah Vihear)และที่ประเทศกัมพูชาเรียกขานว่า "เปรี๊ยะวิเฮียร์" เป็นปราสาทหินตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างบ้านสรายจร็อม อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา และบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้ ๆ กับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร

          เขาพระวิหาร เป็นบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนพื้นเมืองสมัยก่อน ในกษัตริย์ชัยวรมันที่ 2 ได้กำหนดเขตบริเวณนี้และเรียกชื่อว่า "ภวาลัย" ภายหลังปรากฏชื่อในจารึกภาษาสันสกฤตว่า "ศรีศิขรีศวร" หมายความว่า "ผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาอันประเสริฐ" ตั้งอยู่บนยอดเขาในเทือกเขาพนมดงรัก ตามแนวเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จากหลักฐานต่าง ๆ คาดว่าสร้างในปี พ.ศ.1432-1443 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เพื่อใช้เป็นสถานที่สักการะตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ โดยสมมติให้เปรียบเสมือน "เขาพระสุเมรุ" (ศูนย์กลางของจักรวาล) โดยการสร้างนั้นก็มีเหตุผลในการรวบรวมอำนาจและความเชื่อของคนในละแวกนั้นเข้าด้วยกัน เพราะในอดีตแถบนั้นมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงโปรดให้สร้างเขาพระวิหารขึ้น เพื่อเป็นจุดยึดเหนี่ยวและศูนย์รวมจิตใจของ ชาวบ้านซึ่งจะทำให้การปกครองง่ายขึ้นด้วย


ปราสาทพระวิหาร 
          ปราสาทพระวิหาร เป็นโบราณสถานที่มีความงดงาม โดดเด่นอยู่เหนือเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 657 เมตรปราสาทพระวิหารเป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ "ศรีศิขเรศร" เป็น "เพชรยอดมงกุฎ" ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก มีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ ส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาวและบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท, 525 เมตรจากพื้นราบของกัมพูชา และ 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล)

          ปราสาทพระวิหารประกอบด้วยหมู่เทวาลัยและปราสาทหินจำนวนมาก ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ ซึ่งเทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกสร้างขึ้น เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้น และปราสาทพระวิหารเป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพชนของ "ขะแมร์กัมพูชา" (ขอม) แต่โบราณ ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชาเป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง "ปราสาท" ด้วยหินทรายและศิลาแลง ซึ่งขะแมร์กัมพูชาก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ "ยโสวรมันที่ 1" ถึง "สุริยวรมันที่ 1" เรื่อยมาจน "ชัยวรมันที่ 5-6" จนกระทั่งท้ายสุด "สุริยวรมันที่ 2" และ "ชัยวรมันที่ 7" จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)

          ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปุระ (ซุ้มประตู) คั่นอยู่ 5 ชั้น (โคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้าจะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้

          เดิมทีปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ค.ศ.1899, ร.ศ.-118) และเมื่อ พ.ศ. 2442 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้เสด็จไปยังปราสาทแห่งนี้ และทรงขนานนามว่า "ปราสาทพรหมวิหาร" ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า "ปราสาทพระวิหาร" ซึ่งพระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ

          ต่อมาเมื่อปี 2450 จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส (ปกครองเขมรขณะนั้น) อาศัยแสนยานุภาพทางทหารบีบให้รัฐบาลสยาม (ไทย) ยอมเขียนแผนที่กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามก็ยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นมาแต่โดยดีโดยมิได้ทักท้วง (ซึ่งแต่เดิมถ้าแบ่งตามสันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก เขาพระวิหารจะอยู่ในฝั่งไทยแต่พอแบ่งตามแผนที่ใหม่ของปี 1907จะอยู่ในฝั่งกัมพูชา) อาจจะเป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอยู่ในขณะนั้น และคนไทยก็ยังสามารถเข้าไปยังปราสาทพระวิหารได้โดยง่าย

          ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าจะตามสนธิสัญญาเดิม พ.ศ.2447 หรือตามสภาพภูมิศาสตร์ กำหนดให้อยู่ในดินแดนของไทยอย่างชัดเจน จนวันที่ 6 ตุลาคม 2502 รัฐบาลเจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชา ภายใต้การหนุนหลังของฝรั่งเศส ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก ขอให้ไทยถอนกองกำลังทหารออกจากเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารคืน (ยื่นฟ้องทั้งหมด 73 ครั้ง) ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง โดยบริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่



ลักษณะสำคัญของปราสาทพระวิหารจะประกอบด้วย... 
          1. บันไดดินด้านหน้าของปราสาท ซึ่งบันไดดินด้านหน้าเป็นทางเดินขึ้นลงขนาดใหญ่ อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดตามไหล่เขา บางชั้นสกัดหินลงไปในภูเขา มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 75.50 เมตร มีจำนวน162 ขั้น สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพัก (กระพักแปลว่า ไหล่เขาเป็นชั้นพอพักได้) ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ทวารบาล (ทะ-วา-ระ-บาน) เพื่อเฝ้าดูแลรักษาเส้นทาง

         2. สะพานนาคราช หรือ ลานนาคราช อยู่ทางทิศใต้ของบันไดหินด้านหน้า ปูด้วยแผ่นหินเรียบ มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 31.80 เมตร สองข้างสะพานนาคราชสร้างเป็นฐานเตี้ย ๆ บนฐานมีนาคราช 7 เศียร จำนวน 2 ตัว แผ่พังพานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ลำตัวอยู่บนฐานทั้งสอง ทอดไปทางทิศใต้ ส่วนหางของนาคราชชูขึ้นเล็กน้อย นาคราชทั้งสองตัวเป็นนาคราชที่ยังไม่มีรัศมีเข้ามา ประกอบมีลักษณะคล้าย ๆ งูตามธรรมชาติ เป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอมแบบปาปวน

          3. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 5 จะมีภาพวาดโดยปามังติเอร์อยู่ สร้างเป็นศาลาจตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานบัวสี่เหลี่ยมย่อมุม ฐานสูง 1.8 เมตร บันไดหน้าประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศตั้งรูปสิงห์นั่ง เสาโคปุระสูง 3.5 เมตร เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 5 อยู่ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน ทางทิศตะวันออกของโคปุระชั้นที่ 5 มีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอน ยาว 340 เมตรถึงไหล่เขา  
          4. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 4(ปราสาทหลังที่ 2) จะภาพของการกวนเกษียณสมุทร ณ เขาพระวิหาร ถือเป็น "หนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหาร" ทับหลังเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนืออนันตนาคราช ซึ่งทางดำเนินจากโคปุระ ชั้นที่ 5 มาเป็นลานหินกว้างประมาณ 7 เมตร สองข้างจะมีเสานางเรียงตั้งอยู่ทั้งสองด้าน แต่ก็มีปรักหักพังไปมาก โคปุระชั้นที่ 4 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียว ยาว 39 เมตรจากตะวันออกไปตะวันตก กว้าง 29.5 เมตร จากเหนือไปใต้ เป็นศิลปะสมัยหลังโคปุระ ชั้นที่ 5 คือ แคลง/บาปวน ด้านนอกตั้งรูปสิงห์ หน้าบันเป็นภาพของการกวนเกษียณสมุทร

          5. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 3 (ปราสาทหลังที่ 1) เป็นโคปุระหลังที่ใหญ่โตมโหฬารที่ยังสมบูรณ์ที่สุด ลักษณะการสร้างคล้ายกับ โคปุระ ชั้นที่ 1 และ 2 แต่ผิดตรงที่มีฝาผนังกั้นล้อมรอบความใหญ่โตมากกว่า และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า บันไดกว้าง 3.6 เมตร สูง 6 เมตร สองข้างมีฐานตั้งรูปสิงห์นั่ง 5 กระพัก มุขเหนือหน้าบันเป็นรูปพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ทับหลังเป็นรูปพระนารายณ์ 4 กรทรงครุฑ และจากโคปุระชั้นที่ 3 มีบันได 7 ขั้นขึ้นไปสู่ถนนที่ยาว 34 เมตร มีเสานางเรียงปักรายข้างถนน ข้างละ 9 ต้น ถัดจากเสานางเรียงไปเป็นสะพานนาค 7 เศียร

         6. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 2 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียวอยู่บนไหล่เขาทางทิศเหนือของโคปุระชั้นที่ 2 บริเวณพื้นราบของเส้นทางดำเนินและสองข้างทางขึ้นลงของบันได จะพบรอยสกัดลงในพื้นศิลามีลักษณะเป็นหลุมกลมๆ สำหรับใส่เสาเพื่อทำเป็นปะรำพิธี โดยมีประธานในพิธีนั่งอยู่ในปะรำพิธีเพื่อดูการร่ายรำบนเส้นทางดำเนิน กรอบประตูห้องมีจารึกอักษรขอมระบุบปีศักราชตกอยู่ในสมัยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 1 ด้านหน้ามนเทียรมีบันไดตรงกับประตูซุ้มทั้ง 3 ประตู และมีชานต่อไปยังเฉลียงซ้ายและขวา ที่สนามด้านหน้ามีภาพจำหลักตกหล่นอยู่หลายชิ้น เช่น รูปกษัตริย์กำลังหลั่งน้ำทักษิโณฑกแก่พราหมณ์

         7. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 1 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม-ย่อมุม บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 1 ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าการที่จะเข้าเฝ้าเทพนั้น จะไปด้วยอาการเคารพนพนอบในลักษณะหมอบคลานเข้าไป ทางทิศตะวันออกมีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอนเป็นเส้นทางขึ้นลง ไปสู่ประเทศกัมพูชา เรียกว่า "ช่องบันไดหัก"

          8. สระสรง จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางดำเนินห่างออกไป 12.40 เมตร จะพบสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 16.8 เมตร ยาว 37.80 เมตร กรุด้วยท่อนหินเป็นชั้น ๆ มีลักษณะเป็นขั้นบันได เรียกว่าสระสรงกล่าวกันว่าใช้สำหรับเป็นที่ชำระร่างกายก่อนที่จะกระทำพิธีทางศาสนา

          9. เป้ยตาดี เป้ยเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ชะง่อนผาหรือโพงผา ตามคำบอกเล่าว่านานมาแล้วมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งชื่อ "ดี" จาริกมาปลูกเพิงพำนักอยู่ที่นี่จนมรณภาพไป ชาวบ้านจึงเรียกลานหินนี้ว่า "เป้ยตาดี" ซึ่งบริเวณตรงยอดเป้ยตาดีสูงกว่าระดับน้ำทะเล 657 เมตร ถ้าวัดจากพื้นที่เชิงเขาพื้นราบฝั่งประเทศกัมพูชาสูงประมาณ 447 เมตร ตรงชะง่อนผาเป้ยตาดี จะมีรอยสักพระหัตย์ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ว่า 118-สรรพสิทธิ แต่ก่อนมีธงไตรรงค์ของไทยอยู่ที่บริเวณผาเป้ยตาดี ในปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานไตรรงค์ 
          ปราสาทพระวิหารนับได้ว่าเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ 81,250 ไร่ และได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนที่ 14 ก ลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2541 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 83 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย